เมนูบริการ

 

 
 สถิติวันนี้ 41 คน
 สถิติเมื่อวาน 86 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
1258 คน
19188 คน
70506 คน
เริ่มเมื่อ 2015-04-14

 

                                       
คนจน คนรวย
กิร ดังได้สดับมา
          ลูกเศรษฐีชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง ได้รับมรดกมหาศาลจากพ่อที่ตายไป จึงถามผู้จัดการมรดก ว่าทำไมปู่และพ่อจึงทิ้งสมบัติไว้มากมาย ทำไมไม่นำติดตัวไปด้วย ผู้จัดการมรดกจึงบอกว่า คนที่ตายไปแล้วไม่อาจนำทรัพย์สมบัติติดตัวไปได้ ต้องทิ้งไว้ในโลกนี้ทุกคน เขาจึงคิดว่าบรรพบุรุษของตนเป็นคนโง่ ไม่รู้จักกินจักใช้ทรัพย์สมบัติของตนให้เป็นประโยชน์ ตายไปก็ไปมือเปล่า เราจะไม่ทำอย่างนั้น
หลังจากนั้นเขาก็ใข้สอยเงินทองอย่างมือเติบ แต่แทนที่จะใช้เป็นทานหรือบูชาเทพเจ้า กลับไปใช้ในเรื่องกินเป็นหลัก โดยให้จัดอาหารอย่างเลอเลิศมากินทุกมื้อ อาหารแต่ละอย่างถูกปรุงมาอย่างดี ราคามื้อละเป็นแสน จานละเป็นพัน เป็นหมื่น ขณะนั่งกินก็จัดให้มีมหรสพ มีนางรำ มีดนตรีเห่กล่อม ผู้คนก็แตกตื่นมาดูเขากินอาหารและได้ดูมหรสพฟรีอีกด้วย
หนุ่มใหญ่บ้านนอกคนหนึ่งเอาฟืนมาขายในเมืองจึงได้ไปดูเศรษฐีกินอาหารด้วย เพียงแค่ได้กลิ่นอาหารเท่านั้นก็เกิดอยากกินใจแทบขาด เมื่อทนไม่ไหวจึงเข้าไปหาเศรษฐีขออาหารกินดื้อๆ
“ ท่านครับ กระผมเป็นคนบ้านนอกไม่เคยลิ้มรสอาหารที่มีกลิ่นและรสเลิศเหมือนท่าน กระผมอยากได้กินบ้าง ท่านได้โปรดให้กระผมได้ลิ้มลองสักคำก็ยังดีขอรับ”
เศรษฐีตอบว่า “ให้เปล่าๆได้ไง อยากกินก็ต้องทำงานแลกสิ” เศรษฐีพูดลองเชิง แต่ในใจก็ชอบเขาอยู่แล้วที่กล้ามาขอตรงๆซึ่งไม่เคยมีใครกล้าทำเช่นนี้มาก่อน
“ท่านจะให้กระผมทำอะไร กระผมทำได้ทั้งนั้น ขอให้ได้กินอาหารอย่างท่านสักคำก็พอใจแล้วขอรับ”
ก็ได้ เธอมาอยู่กับฉัน ทำงานให้ฉัน ๓ ปี แล้วฉันจะให้อาหารอย่างนี้ถาดหนึ่งแก่เธอ” เศรษฐีพูดทีเล่นทีจริง
“ด้วยความยินดีขอรับ กระผมขอทำงานให้ท่าน ๓ ปี”เขาสัญญา
เมื่อเห็นเขาเอาจริงเศรษฐีก็ตกลง อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะเป็นคนจริงสักแค่ไหน หลังจากนั้นเขาก็เข้าไปอยู่ในบ้านของเศรษฐีทำงานทุกอย่างที่เศรษฐีและหัวหน้าของเศรษฐีใช้ เขาทำงานด้วยความขยันขันแข็ง ด้วยความตั้งอกตั้งใจแม้จะหนักและเหนื่อยก็ไม่บ่นไม่ท้อแท้  มุ่งมั่นให้ครบ ๓ ปีให้ได้  เขาทำงานจนมีประสบการณ์ มีความคล่องตัว รู้งาน และทำงานจนไม่ต้องรอห้เจ้านายสั่ง จนเป็นที่รักและไว้วางใจของหัวหน้าและเศรษฐี
เมื่อครบกำหนด ๓ ปีแล้วเศรษฐีจึงให้คนจัดอาหารอย่างเลิศเหมือนอย่างที่ตนรับประทานหนึ่งถาด แล้วไปมอบให้แก่เขา เขาได้รับอาหารถาดโปรดแล้วก็ปลื้มใจยิ่งนัก นี่เป็นอาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิต เป็นผลงานของตนที่ต้องใช้เวลาถึงสามปีทีเดียวกว่าจะได้มา กะว่าจะกินให้อิ่มสมอยาก ก่อนจะกินเขาไปล้างมือจนสะอาดดีแล้วเตรียมจะเปิบอาหาร
ในขณะนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งมองเห็นว่า คนผู้นี้กำลังจะเปิบอาหารที่ได้มาด้วยการทำงานหนักถึง ๓ ปี ตรวจดูว่าเขาพอจะมีศรัทธาหรือไม่ เห็นว่าเขามีศรัทธาอยู่จึงได้เหาะมายืนตรงหน้าเขา เขาเงยหน้าขึ้นเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ายืนถือบาตร ท่าทีเหมือนต้องการอาหารอยู่ พลันก็คิดถึงตัวเองขึ้นมา
“เราเกิดมายากจน อยากกินอาหารแค่ถาดเดียวแต่ต้องทำงานหนักถึง ๓ ปี เพราะชาติก่อนเราคงไม่เคยให้ทานบริจาคอะไรเข้าไว้ ชาตินี้จึงลำเค็ญเห็นปานนี้ อาหารถาดนี้คงจะให้ความอร่อยแก่เราชั่วเวลากิน และเลี้ยงร่างกายเราให้อิ่มอยู่ได้แค่ชั่ววันชั่วคืนเท่านั้น ถ้าเราถวายแก่พระผู้เป็นเจ้าไป อาหารนี้ก็จักตามเลี้ยงดูเราไปตลอดกัปตลอดกัลป์ อย่ากระนั้นเลยเรายอมเสียสละความสุขแค่ชั่ววัวชั่วคืน เพื่อจะได้อิ่มไปตลอดดีกว่า”
เมื่อตัดสินใจอย่างนั้นเขาก็ยกถาดขึ้นแล้วค่อยๆเกลี่ยอาหารใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้า พออาหารพร่องไปได้ครึ่งถาด พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ปิดบาตรแสดงว่าพอแล้ว
เขารู้กิริยานั้นจึงกราบเรียนท่านว่า
“ท่านขอรับ อาหารถาดนี้เพียงพอสำหรับคนคนเดียว ไม่พอที่จะแบ่งให้คนสองคน ขอพระคุณเจ้าอย่าสงเคราะห์กระผมในชาตินี้เลย ขอให้สงเคราะห์ในภพชาติต่อไปเถอะ กระผมขอถวายจนหมดนี้แหละ”ว่าแล้วก็เกลี่ยอาหารลงไปในบาตรจนหมด
พระปัจเจกพุทธเจ้ารับอาหาร กล่าวอนุโมทนาขอให้เขาได้รับความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาแล้วเหาะไปที่เขาคันธมาทน์ ได้แบ่งอาหารนั้นนั้นถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์อื่นๆด้วย โดยที่เขาและมหาชนก็มองเห็นการกระทำเช่นนั้นของพระปัจเจกพุทธเจ้า ทำให้เขาปลาบปลื้มใจมาก มหาชนต่างแซ่ซ้องเขาว่าเป็นคนมีศรัทธา ไม่ตระหนี่ ทั้งที่อาหารนั้นได้มาด้วยความยากลำบากนักหนา แม้เศรษฐีได้ฟังข่าวนั้นก็พลอยเลื่อมใสไปด้วย
“โอหนอ น่าอัศจรรย์จริง คนผู้นี้ยอมลำบากถึง ๓ ปี เพื่อให้ได้อาหารถาดเดียว แต่เมื่อได้แล้วกลับถวายพระเสียง่ายๆโดยไม่เสียดายแรงและเวลาที่เสียไป ทำสิ่งที่แม้ตัวเราเองยังทำไม่ได้และไม่เคยทำ น่าเลื่อมใสเสียจริงๆ”
หลังจากนั้นได้สั่งให้คนไปตามเขามาพบ เมื่อเขามาแล้วได้ถามความเป็นไป เขาจึงเล่าเรื่องและความคิดทั้งหมดให้เศรษฐีฟัง เศรษฐีฟังแล้วยิ่งเลื่อมใส สั่งให้คนเบิกเงินมาให้เขาพันหนึ่ง และสั่งให้คนจัดอาหารพิเศษเช่นนั้นมอบให้เขาอีกหนึ่งถาด เขาขอบพระคุณเศรษฐีและขอแบ่งส่วนบุญให้เศรษฐี ขอให้เศรษฐีอนุโมทนาบุญของเขาด้วย เศรษฐีก็ยิ่งซาบซึ้งในน้ำใจของเขา สั่งให้นำสมบัติของตนมามอบให้เขาครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว เขาก็กลายเป็นร่ำรวยขึ้นมาทันตาเห็น
ต่อมาอีก เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงทราบข่าวเรื่องนั้น ก็ทรงมีรับสั่งให้เขาเข้าเฝ้า ทรงทราบรายละเอียดแล้วก็ทรงโทมนัสศรัทธายิ่งนัก จึงทรงสถาปนาให้เขาเป็นเศรษฐีใหม่ของเมืองอีกคนหนึ่ง.
    เรื่องนี้สื่อความได้ว่า
คนรวยที่ได้ทรัพย์สมบัติมาง่ายๆจากกองมรดก มักจะไม่เห็นคุณค่าจากทรัพย์สมบัติ จึงกินใช้หมดไปในทางที่ไม่เป็นประโยชน์กว้างๆกินใช้เฉพาะบำรุงบำเรอตัวและคนใกล้ชิดเท่านั้น และมักจะไม่เชื่อเรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องชาตินี้ ชาติหน้า เลยไม่ทำบุญสร้างกุศลอะไร ทำให้พลาดโอกาสที่จะสร้างกุศลสำหรับต่อยอดทรัพย์สินให้คงอยู่นานทั้งที่มีโอกาสมากกว่าคนอื่น
ส่วนคนจนเล่าก็ไม่คิดตระหนักว่าที่ตนเองยากจนอยู่นั้น เป็นเพราะชาติก่อนตนคงเป็นคนตระหนี่ ไม่เคยให้ไม่เคยเอื้อเฟื้อใครมา จึงได้เกิดมายากจน เพราะคิดไม่ได้เช่นนี้ แม้จะพอมีให้ทานพอที่จะเอื้อเฟื้อเจือจุนคนอื่นได้ แต่ก็เสียดาย กลัวจะหมดเปลือง ห่วงตัวเองจะอด เลยให้อะไรใครไม่ได้ เมื่อจำเป็นจะต้องให้ก็ให้อย่างลำบากใจ ให้อย่างเสียดาย หรือให้แล้วยังมาก่นบ่นว่าผู้มาทำให้ต้องเสียเงินเสียของอีก ผลที่ได้รับคือจนหนักขึ้น ไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้
ส่วนคนจนที่คิดได้ พิจารณาเห็นว่าตัวเองยากจนมาเพราะอะไร
จึงพยายามแก้จนด้วยการให้ด้วยการเสียสละ ไม่ตระหนี่
เขาก็ได้อานิสงส์ คือ เริ่มมั่งมีขึ้น
เก็บงำทรัพย์เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
เป็นอันพ้นจากวิบากกรรมที่ทำให้ยากจนไปได้
และกลายเป็นคนรวยได้ในที่สุด.
 

 

                                
                                           
  coopyright   ( c )  by  : pngoen.com      .วัดภูเงินวนาราม   ตำบลบ้านฝาย  อำเภอน้ำปาด   จังหวัดอุตรดิตถ์